ความหนาแน่นของเส้นผม เปรียบเทียบกับ เท็กซ์เจอร์ของเส้นผม (HAIR DENSITY VS. HAIR TEXTURE) 

ความหนาแน่นและเท็กซ์เจอร์ (หรือเนื้อสัมผัส) ของเส้นผม เป็นสององค์ประกอบที่มักถูกเข้าใจผิด ตัวอย่างเช่น บางคนอาจมีผมที่หนาแน่นน้อย (Thin density) แต่มีเท็กซ์เจอร์หยาบ (Coarse hair)  แล้วสองสิ่งนี้ต่างกันอย่างไร? 

ความหนาแน่นของเส้นผม (HAIR DENSITY) 

หมายถึงจำนวนเส้นผมต่อพื้นที่หนึ่งตารางนิ้วบนหนังศีรษะ ความหนาแน่นของผมจะกำหนดปริมาณผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับลักษณะของเท็กซ์เจอร์เส้นผม 

hair density

เท็กซ์เจอร์ของเส้นผม (HAIR TEXTURE) 

หมายถึงระดับความหนาของเส้นผมแต่ละเส้น โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ หยาบ (Coarse), ปานกลาง (Medium) และ บาง (Fine) การวัดเท็กซ์เจอร์มักทำโดยการหยิบเส้นผมจากบริเวณกระหม่อม หากรู้สึกเหมือนเส้นด้าย นั่นคือผมหยาบ หากรู้สึกว่าเส้นผมมีอยู่เล็กน้อยคือผมปานกลาง และถ้ารู้สึกแทบไม่รู้สึกอะไรเลยขณะสัมผัส นั่นคือผมบาง 

hair texture

ผมบาง (FINE TEXTURE)  

น้อยกว่า 0.06
มม. ผมประเภทนี้มีความเปราะบางมากที่สุด มีขนาดเล็ก และต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ผมบางสามารถดูดซับผลิตภัณฑ์ได้เร็วกว่า ช่างทำผมอาจต้องปรับปริมาณผลิตภัณฑ์หรือเวลาในการทำงานให้เหมาะสม 

ผมปานกลาง (MEDIUM TEXTURE) 

ประมาณ 0.07 มม. 
เป็นเท็กซ์เจอร์ที่พบได้บ่อยที่สุด โดยทั่วไปจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ ในการทำเคมี ผู้ผลิตส่วนใหญ่มักอิงเวลาที่ใช้ในการทำสีหรือเคมีอื่นๆ ตามเท็กซ์เจอร์ผมปานกลาง 

ผมหยาบ (COARSE TEXTURE) 

มากกว่า 0.08 มม. 
ผมประเภทนี้มีความยาวเส้นผ่านศูนย์กลางมากที่สุด มีชั้นเกล็ดผม (Cuticle) จำนวนมากและซ้อนกันแน่น ทำให้ความสามารถในการดูดซึมความชื้นลดลง ผมหยาบอาจต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นมากขึ้นหรือทิ้งเวลานานขึ้น เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ซึมซาบเข้าสู่เส้นผมได้อย่างเหมาะสม 

เกร็ดน่ารู้ (BY THE WAY)  

หลายคนเข้าใจผิดว่าการตัดผมจะทำให้เส้นผมหนาขึ้น ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะบริเวณที่เส้นผมกำลังเจริญเติบโต (โคนผม) ไม่ได้มีการส่งข้อมูลไปยังปลายผมเพื่อเพิ่มความหนาแต่อย่างใด 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นผมไดที่นี่

Page Top